CoolSculpting คืออะไร ช่วยอะไรได้บ้าง ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

CoolSculpting

CoolSculpting

‘ไขมัน’ แค่ได้ยินก็แสลงหูกันแล้วใช่มั้ยคะ? 

โดยเฉพาะไขมันส่วนเกินที่ลดยาก ไม่ว่าจะเป็นเหนียง ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง หรือบริเวณรอบเอวที่มองดูแล้วเหมือนใส่ห่วงยางอยู่ตลอดเวลา ออกกำลังกายหรือคุมอาหารแล้วก็ยังไม่ยอมลด เป็นเรื่องน่าหนักใจไม่น้อยทั้งผู้ชายและผู้หญิง

ปัญหานี้เรียกว่าพบได้ทั่วไป จึงนำไปสู่การพัฒนาเป็นเครื่อง CoolSculpting นวัตกรรมการลดไขมันที่จะมาช่วยคุณแก้ปัญหาไขมันดื้อทั้งหลาย CoolSculpting ทำจุดไหนได้บ้าง? ช่วยเรื่องอะไร? ได้ผลจริงไหม? คำตอบอยู่ที่นี่แล้วค่ะ


CoolSculpting คือ?

Coolsculpting คือ เครื่องสลายเซลล์ไขมันด้วยความเย็น ที่คิดค้นโดยทีมแพทย์จากมหาวิทยาลัย Harvard ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นตัวช่วยลดไขมัน สำหรับผู้ที่ลดไขมันได้ยาก ไม่ว่าจะออกกำลัง ลดน้ำหนัก แต่เซลล์ไขมันยังสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก

CoolSculpting ช่วยกำจัดเซลล์ไขมันส่วนเกิน
CoolSculpting ช่วยกำจัดเซลล์ไขมันส่วนเกิน
ลดสัดส่วนและยกกระชับผิวอย่างเห็นผล

โดยมีงานวิจัยทางการแพทย์ประมาณ 50 งานวิจัย ที่ยืนยันผลการรักษาของเครื่อง Coolsculpting ว่าสามารถลดจำนวนเซลล์ไขมันในชั้นผิวหนังบริเวณที่ทำได้ถึง 25% ต่อการทำ 1 ครั้ง ซึ่งเซลล์ไขมันเหล่านั้นจะตายไปถาวรและไม่กลับมาอีก ส่งผลให้ผู้ทำมีสัดส่วนที่ลดลง กระชับเข้ารูปมากขึ้น


หลักการทำงานของ CoolSculpting

หลักการทำงานของ CoolSculpting

CoolSculpting ทำงานโดยใช้หัวดูดผิว ดึงชั้นไขมันเข้ามาไว้ในหัวของเครื่อง คล้าย ๆ เวลาเราหยิบไขมันที่พุงขึ้นมา ซึ่งในหัวดูดจะปล่อยความเย็น -11°C แช่แข็งก้อนไขมันที่ถูกดูดขึ้นมานาน 35 นาทีในแต่ละจุด เซลล์ไขมันจะอยู่แช่แข็งและตายไป ก่อนย่อยสลายไปตามกลไกของร่างกาย

ซึ่งเซลล์ไขมันมีความพิเศษตรงที่ไวต่ออุณหภูมิมากกว่าเซลล์ชนิดอื่น ๆ (ตัวอย่างเช่นเรานำอาหารที่มีไขมันไปแช่ตู้เย็นธรรมดาส่วนที่เป็นไขมันจะแข็งตัวและแยกชั้นไวมาก) CoolSculpting จึงสามารถใช้ความเย็นกับเฉพาะเซลล์ไขเท่านั้น ไม่กระทบต่อเซลล์ข้างเคียงอื่น ๆ

การสลายไปของเซลล์ไขมัน
การสลายไปของเซลล์ไขมัน

เซลล์ไขมันมีอยู่ในร่างกายของทุกคน เป็นเซลล์ที่มีอายุยืนยาวและไม่มีวันเสื่อมสลาย แม้จะมีขนาดเล็กแต่ก็สามารถขยายใหญ่ขึ้นได้ไม่มีขีดกำจัด ปกติแล้วการที่เราจะอ้วนหรือผอม ขึ้นอยู่กับขนาดของเซลล์ไขมัน เมื่อลดน้ำหนักหรือคุมอาหาร เซลล์ไขมันเพียงแค่หดเล็กลงเท่านั้น แต่จำนวนเซลล์ยังอยู่เท่าเดิม และมีโอกาสขยายขึ้นได้อีก


ใครเหมาะสำหรับทำ CoolSculpting?

  1. Coolsculpting เหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายแล้วยังเหลือไขมันส่วนเกินที่ลดไม่ลง
  2. มีไขมันที่ต้องการสลายไขมันในปริมาณปานกลาง (BMI<35) 
  3. ต้องการแก้ไขสัดส่วนให้เล็กลง โดยที่ไม่อยากผ่าตัดดูดไขมัน และรับผลข้างเคียงในระยะยาวจากการดูดไขมัน 
  4. ไม่อยากมีแผล และไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น
  5. คุณแม่หลังคลอดที่มีห่วงยาง รู้สึกไม่มั่นใจ ต้องการกระชับหุ่นให้เข้าที่เร็วขึ้น 
สูตรคำนวณ BMI

ในการสลายไขมันด้วยความเย็น ไม่เหมาะกับคนที่มีไขมันเยอะมาก ๆ (BMI>35) และต้องการเห็นผลลัพธ์ทันทีทันใด เพราะหลังทำต้องรอเวลาให้ร่างกายกำจัดเซลล์ไขมันออกไปก่อนค่ะ จะเริ่มเห็นผลว่าชั้นไขมันยุบลงเมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน เห็นผลเต็มที่ใช้เวลา 3 เดือน สามารถทำเพิ่มได้ในจุดเดียวกันเมื่อผ่านไป 1 เดือน

ค่า BMI ที่เหมาะกับการทำ CoolSculpting
ค่า BMI ที่เหมาะกับการทำ CoolSculpting

CoolSculpting ทำจุดไหนได้บ้าง?

การทำ CoolSculpting จะเห็นผลดีในจุดที่เป็นไขมันส่วนเกิน ได้แก่

  1. ต้นแขน
  2. ต้นขา
  3. หน้าท้อง
  4. สะโพก
  5. เอว
  6. เหนียง
CoolSculpting ทำจุดไหนได้บ้าง

CoolSculpting ทำกี่ครั้งถึงเห็นผล?

หลังทำ CoolSculpting ครั้งแรก ก็สามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลง สัดส่วนเล็กลง ผิวกระชับขึ้น แต่ไม่ได้เห็นผลในทันที ต้องรอเวลาให้เซลล์ไขมันถูกสลายออกจากร่างกาย เริ่มเห็นผลใน 3-4 สัปดาห์ และเห็นผลเต็มที่ใน 3 เดือน

CoolSculpting ลดจำนวนเซลล์ไขมัน
CoolSculpting ลดจำนวนเซลล์ไขมัน

CoolSculpting เจ็บไหม?

ระหว่างทำ CoolSculpting จะไม่รู้สึกเจ็บค่ะ แต่หลังจากแช่แข็งไขมันครบเวลาแล้ว จะมีขั้นตอนการนวด ซึ่งจำเป็นต้องนวดเพื่อให้เซลล์ไขมันที่ถูกแช่แข็งตาย หากไม่นวดจะได้ผลน้อยลง 60% ในบางเคสหลังนวดแล้วอาจมีอาการเขียวช้ำได้เล็กน้อย หลังทำจะมีอาการปวดระบมในช่วง 7-10 วัน คล้ายปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกายหนัก ๆ


CoolSculpting ไม่ได้ผล เกิดจากอะไร?

มี 2 กรณีที่ทำให้ Coolsculpting ไม่ได้ผล 

  1. ร่างกายไม่เหมาะกับการทำ coolsculpting เพราะมีปริมาณไขมันมากเกินไป หลังทำจะเห็นผลไม่ชัดเจน หรือไขมันไม่ได้ลดลงตามที่คาดหวัง
  2. เครื่อง coolsculpting ที่ใช้เป็นของปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง และอาจเกิดอันตรายกับผิว เช่น ผิวไหม้

การเตรียมตัวก่อนทำ CoolSculpting

การทำ coolsculpting มีข้อดีคือก่อนทำไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ สามารถใช้ชีวิตประจำได้ตามปกติเหมือนก่อนทำ treatment ทั่วไป ทั้งนี้ควรศึกษาข้อมูล ผลลัพธ์ของเครื่อง และปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์เพื่อประเมินว่าเหมาะสมกับการทำ coolsculpting หรือไม่ก่อนตัดสินใจทำค่ะ


วิธีการดูแลตัวเองหลังทำ CoolSculpting

หลังทำ coolsculpting สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่ต้องพักฟื้น แต่การดูแลตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผลการรักษาออกมามีประสิทธิภาพ และให้ผลลัพธ์หุ่นสวยอยู่ได้นานค่ะ

  1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 
  2. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดไขมันสะสม เพราะจะทำให้เซลล์ไขมันขยายตัวขึ้นอีก
  3. หากอยากเห็นผลลัพธ์มากขึ้น สามารถกลับมาทำ CoolSculpting ซ้ำได้

สรุป

หลายคนอาจจะละเลยการดูแลตัวเองไป ทั้งการกิน เที่ยว ไม่ออกกำลังกาย สุดท้ายทำให้เกิดไขมันสะสมที่นอกจากจะทำให้เสียรูปร่างแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย CoolSculpting จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถลดไขมันได้อย่างเห็นผล คุ้มค่า และปลอดภัยค่ะ


อ้างอิง

 -Thaibeautytalk ติดตามสาระความรู้ และอัพเดทข่าวสารในวงการความงาม-